“มาเลเซีย” จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการจัดการขยะพลาสติกภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

By Dutsanee Mua

Photo by mali maeder on Pexels.com
ภายหลังจากที่ประเทศจีนออกคำสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกเมื่อเดือนมกราคม ปี 2561 การจัดส่งขยะพลาสติกทั่วโลกจึงเปลี่ยนเส้นทางมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว โดยประเทศที่รับนำเข้าขยะพลาสติกเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ “มาเลเซีย”

เมื่อมีปริมาณขยะพลาสติกมาก โรงงานรีไซเคิลพลาสติกผิดกฏหมายจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด บางแห่งตั้งอยู่ในสวนปาล์มน้ำมันเลยก็มี เรื่องนี้ทำให้ทางการมาเลเซียปวดหัวเป็นอย่างมาก และต้องทำการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ในปี 2019 ปีเดียว มีการปิดโรงงานรีไซเคิลผิดกฏหมายมากกว่า 170 แห่ง ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องออกมาปฏิเสธการนำเข้าขยะ พร้อมประกาศอย่างชัดเจนว่า มาเลเซียจะไม่ยอมเป็นพื้นที่ทิ้งขยะแห่งใหม่ของชาวตะวันตกอย่างแน่นอน

Photo by Yogendra Singh on Pexels.com
ปัญหาขยะอยู่ในบ้าน ไม่ใช่นอกบ้าน

ทว่าปัญหาขยะพลาสติกในมาเลเซียนั้น ไม่ได้เกิดจากการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริโภคครั้งเดียวแล้วทิ้งในประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการขยายตัวของวัฒนธรรมซื้ออาหารกลับมาทานที่บ้าน ได้เร่งการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง อาหารจานด่วน เช่น บะหมี่แบบซื้อกลับบ้าน ใช้ปริมาณถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมากถึงหกใบ ประกอบด้วย ถุงพลาสติกสำหรับเก็บบะหมี่และซุปแยกจากกัน ซองพลาสติกขนาดเล็กสำหรับใส่ซอสพริก ช้อนพลาสติก ตะเกียบที่บรรจุในซองพลาสติก และถุงใบใหญ่สำหรับใส่ของแยกชิ้นทั้งหมด ไม่เพียงปริมาณที่มากจนน่าตกใจ แต่บรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ยังไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้โดยง่าย เนื่องจากทำมาจากพลาสติกที่บอบบางและมีคุณภาพต่ำ อีกทั้งยังปนเปื้อนเศษอาหาร และนี่คือตัวอย่างการบริโภคจากวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลุมฝังกลบขยะไม่เพียงพอ ขยะล้นเมือง ไม่ต่างจากในประเทศไทยและอีกหลายประเทศ จากการศึกษาในปี 2558 พบว่ามาเลเซียผลิตขยะพลาสติกที่มีการจัดการอย่างผิดพลาด 0.94 ล้านตันในปี 2553 ซึ่ง 0.14 ถึง 0.37 ล้านตันอาจถูกรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านทางแหล่งน้ำต่างๆ

WWF-Malaysia’sExtended Producer Responsibility (EPR) Scheme Assessment for Packaging Wastereport ที่ตีพิมพ์ในเดือนกันยายน 2020 คาดว่าจำนวนขยะพลาสติกหลังการบริโภคในมาเลเซียประจำปี 2559 อยู่ที่ 1,070,064 ตัน เท่ากับน้ำหนักวาฬสีน้ำเงินเกือบ 10,000 ตัว หรือเท่ากับอาคารเอ็มไพร์สเตท 3 หลัง เลยทีเดียว

จากเส้นตรงสู่ “วงกลม” เมื่อ Circular Economy เป็นหนทางสู่การจัดการขยะพลาสติกที่ยั่งยืนของมาเลเซีย

เดิมทีเส้นทางการกำจัดขยะพลาสติกของมาเลเซียนั้นเป็นแบบเส้นตรง โดยเริ่มต้นจากการผลิตไปยังผู้บริโภคจนถึงหลุมฝังกลบ การเผา หรือขยะมูลฝอย การจะแก้ไขวงจรดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การรวบรวม ระบบการคัดแยก รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลที่ดีขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการใช้วัสดุ รวมถึงวัตถุดิบใหม่ลง

นับเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่การจัดการขยะถือเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐ แต่ข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการยึดโยงกับระบบเดิมนั้นไม่มีประสิทธิภาพและไม่เท่าทันกับการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียเองก็ตระหนักดีถึงข้อจำกัดดังกล่าว และเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการผลักดันโครงการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต เพื่อเรียกร้องให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยใช้วัสดุน้อยลง เพิ่มความสามารถในการรีไซเคิลให้สูงขึ้น รวมไปถึงสนับสนุนการเก็บและแยกขยะอีกด้วย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเพื่อจูงใจผู้ประกอบการที่มีการดำเนินงานดังกล่าว อาทิกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ได้ก่อตั้ง Malaysia Plastic Pact แพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายในห่วงโซ่มูลค่าพลาสติก (Plastic Value Chain) ของมาเลเซีย พร้อมจัดตั้งคณะทำงานด้าน EPR ขึ้นโดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนการอภิปรายและการนำ EPR ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง กระทรวงการเคหะและรัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศนโยบายความสะอาดแห่งชาติที่ระบุว่าโครงการ EPR เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยของมาเลเซีย

นอกจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบการวางแผนเศรษฐกิจของมาเลเซียยังได้นำแผน EPR มาผนวกใช้ในแผนพัฒนาแห่งชาติ 12 ปี หรือ Twelve Malaysia Plan (12MP) 2021-2025 ซึ่งต่อยอดจากแผน Vision 2020 และกำหนดให้ EPR เป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับวาระการพัฒนาระดับชาติ ภาคเอกชนในมาเลเซียก็ไม่น้อยหน้า บริษัทหลายแห่งได้นำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้กับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์อย่างเคร่งครัด โดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคหลายแบรนด์ได้จัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (PRO) โดยสมัครใจขึ้น โดยมีวิสัยทัศน์ในการระดมทุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิล และช่วยสร้างรูปแบบโครงการ EPR ระดับชาติในอนาคต

กฏหมาย ERP จุดเริ่มต้นสำคัญ ตัวจุดกระแสแห่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มาเลเซียก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำการจัดการขยะพลาสติกภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” ระดับแนวหน้าของภูมิภาคหรือของโลกได้ ยังคงต้องพึ่งพากฏหมายและกฏระเบียบที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการค่าธรรมเนียม กฏหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่ใช้หลัก EPR ควรสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติ (MNCs) หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เนื่องจากบริษัททั้งหมดที่นำบรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาดมีหน้าที่ต้องมีส่วนร่วมในโครงการ EPR ตามที่กฎหมายกำหนด

เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?

ในประเทศไทย เรามีการพูดถึงการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2561 แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าในระดับนโยบายเท่าไหร่นัก ซึ่งหากติดตามข่าวสารเรื่องการค้าในต่างประเทศจะพบว่าภาครัฐและเอกชนจำนวนมากได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนนำหน้าไทยไปเยอะมาก หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เริ่มใช้กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและ EPR อย่างจริงจัง ถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะหันมาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะลำพังแค่การแก้ไขปัญหาขยะล้นประเทศ ยังไม่นับเรื่องอื่นก็มีน้ำหนักมากเกินพอที่จะตัดสินใจทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมได้แล้ว

#CircularEconomy #GreenPolicy #sustainablemovement #sustainableplease

ที่มาของข้อมูล : http://www.eco-business.com

ใส่ความเห็น