By Dutsanee Mua

บริษัทสตอร์เรกกา (Storegga) จากสหราชอาณาจักร และบริษัทคาร์บอนเอ็นจิเนียริง (Carbon Engineering) ของแคนาดา ได้เผยถึงแผนการสร้างโรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ โดยโรงงานดังกล่าวจะสามารถกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงหนึ่งล้านตันต่อปี (เปรียบได้กับการใช้ต้นไม้ 40 ล้านต้นในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณเดียวกัน) หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดโรงงานได้ภายในปี 2026 ซึ่งจะเป็นโรงงาน Direct Air Capture – DAC ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และอาจจะใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

Direct Air Capture – DAC ดูดจากอากาศ แล้วฝังลงใต้ทะเล
คาร์บอนเอ็นจิเนียริงเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี Direct Air Capture – DAC หรือการดูดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศโดยตรง มีประสบการณ์จากโรงงานนำร่องแห่งแรกที่เขตสควีมมิช รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ซึ่งสามารถดูดคาร์บอนไดออกไซด์วันละ 1 ตันมาตั้งแต่ปี 2015สำหรับการทำงานหลักของโรงงาน DAC คือ การใช้พัดลมดูดอากาศแล้วนำมาผสมเข้ากับส่วนผสมทางเคมีที่จะเป็นตัวดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้แยกออกจากอากาศและกลั่นตัวเป็นของเหลว หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการที่ทำให้ของเหลวกลายเป็นเม็ดแคลเซียมคาร์บอเนต และเมื่อเม็ดแคลเซียมคาร์บอเนตโดนความร้อนที่ 900 องศาเซลเซียส ก็จะสลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เหลวและแคลเซียมออกไซด์ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์เหลวที่ได้จากกระบวนการนี้จะถูกนำไปกลั่นจนน้ำที่เจือปนอยู่หมดไป หลังจากนั้นจะถูกปั๊มลงใต้ก้นทะเลและฝังอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร หรือนำไปขายเชิงพาณิชย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันก็ได้เช่นกัน

ความหวังในการขยายโรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปทั่วโลก
พื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์มีความได้เปรียบในการใช้เทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก รวมถึงมีแรงงานที่มีทักษะจากอุตสาหกรรมน้ำมันในแถบทะเลเหนือซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่ง แต่ข้อได้เปรียบสำคัญที่สุดคือมีทำเลที่ดีที่จะสร้างท่อส่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดูดได้ไปฝังใต้ก้นทะเลนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การขยายโรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปยังพื้นที่อื่นๆ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากการตั้งโรงงานแบบนี้อย่างกว้างขวางจะส่งผลต่อการใช้พลังงาน น้ำ และที่ดินเป็นจำนวนมาก และส่งผลต่อพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรรม โดยรายงานฉบับหนึ่งในปี 2020 คาดการณ์ว่าว่า ภายในปี 2050 ราคาพืชสวนจะสูงขึ้นมากกว่า 5 เท่าในพื้นที่บางแห่งในโลก
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า ถ้าสามารถใช้เทคโนโลยีนี้โดยใช้งบน้อยลงและคุ้มทุนมากขึ้น รัฐบาลจะเริ่มผ่อนผันเรื่องคำมั่นสัญญาที่จะลดการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก การเอาแต่พึ่งพาเทคโนโลยีนี้อย่างเดียว จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่อย่างใด เพราะหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนคือ เราต้องมุ่งลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยทุกกิจกรรมที่มนุษย์สามารถกระทำได้
ที่มาของข้อมูล : https://www.upstreamonline.com
# DirectAirCapture #DAC #CarbonReduction #LowCarbonTechnology #LowCarbonSociety #SustainablePlease